สธ.วาง 3 มาตรการ ลดผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก
รมช.สาธารณสุข เผยแผนเดินหน้าลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกของหญิงไทย ใช้ 3 มาตรการร่วมกัน ทั้งให้ความรู้ ตรวจค้นหาผู้ป่วย และการฉีดวัคซีนป้องกันในเด็กหญิงอายุ 12 ขวบ…
เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่กระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ว่า ได้ประชุมปรึกษาหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ตัวแทนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ หรือไฮแท็ป รวมถึงตัวแทนจากองค์การอนามัยโลก ในการลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทย ได้ข้อสรุปว่า จะต้องใช้วิธีการแบบบูรณาการร่วมกัน 3 วิธี ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้แก่ 1. การให้ความรู้ประชาชน 2. การตรวจคัดกรองด้วยวิธีแป๊ปสเมียร์ และวิธีวีไอเอ ซึ่งเป็นวิธีที่ดำเนินการมานานแล้ว จะต้องดำเนินการต่อไปอย่างเข้มข้น และ 3.การฉีดวัคซีนเอชพีวี ซึ่งมีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับว่าได้ผลในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก ร้อยละ 70 โดยจะดำเนินการต่อไป เมื่อได้ราคาที่เหมาะสม
นายแพทย์สุรวิทย์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ยังไม่มีราคาวัคซีนที่เหมาะสม เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ และคณะอนุกรรมการสิทธิประโยชน์ ที่จะเป็นผู้พิจารณาราคา ซึ่งยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลา แต่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน โครงการนี้จะได้ประสานขั้นตอนโดยไม่ชักช้า เพราะหากเราเริ่มฉีดวัคซีนในวันนี้ ตัวเลขผู้ป่วยจะลดลง และน่าจะเห็นชัดเจนในอีก 20 ปี ข้างหน้า หากเริ่มช้ากว่านี้ ก็จะเห็นผลช้าออกไปอีก และเชื่อว่าราคาวัคซีนที่เริ่มฉีดในวันนี้ ในอนาคตราคาจะถูกลงไปอีกเรื่อยๆ หากเริ่มฉีดได้จริงจะฉีดให้กับเด็กหญิงอายุ 12 ปี หรือเด็กที่กำลังเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยจะฉีดในโรงเรียนเป็นหลัก หากการฉีดวัคซีนได้รับการบรรจุในสิทธิประโยชน์โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแล้ว จะถือว่าเป็นวัคซีนพื้นฐานฉีดให้เด็กหญิงอายุ 12 ปีตามเงื่อนไขให้ได้มากที่สุด
สำหรับการคัดกรองด้วยวิธีแป๊ปสเมียร์ และวีไอเอ ที่ประชุมในวันนี้ได้เสนอให้ผู้หญิงเข้ามารับการตรวจให้ได้มากที่สุด ซึ่งอาจจะต้องมีการปรับปรุงขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้ผู้หญิงไม่รู้สึกเขินอาย กล้ามาตรวจมากขึ้น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะนำมาพิจารณาหาวิธีการที่เหมาะสมต่อไป
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะผลักดันให้มีการฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอนและอยู่ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันมีหลายราคาที่เสนอมา แต่ที่ต้องการคือราคาต่ำที่สุด ในส่วนของต่างประเทศที่ซื้อวัคซีนได้ในราคาถูกนั้น เนื่องจากได้รับความช่วยเหลือจากองค์การอนามัยโลก แต่ประเทศไทยไม่อยู่ในเกณฑ์ความช่วยเหลือ ดังนั้นจึงต้องต่อรองราคาซื้อเอง ซึ่งเชื่อว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะช่วยกันต่อรองให้ได้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดเพดานราคา กำหนดเพียงว่าต้องต่ำที่สุดจึงจะซื้อ ราคาที่บริษัทวัคซีนเสนอมานั้น จะเท่าใดก็ตามต้องให้คณะกรรมการฯ พิจารณาต่อรองก่อน แม้ว่าบริษัทจะเสนอราคาที่ต่ำแล้ว ก็ต้องต่อรองให้ต่ำลงไปอีก จึงจะถือว่าเป็นราคาที่เหมาะสม
“หากการฉีดวัคซีนเกิดขึ้น ก็จะเป็นการต่อยอดจากการทำแป๊ปสเมียร์ หรือการตรวจวีไอเอ ซึ่งเป็นการตรวจเพื่อค้นหาผู้ป่วยหรือผู้เริ่มป่วย แต่การฉีดวัคซีนเป็นการป้องกัน ลดจำนวนการป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ วัคซีนดังกล่าวจะป้องกันไวรัสเอชพีวี ได้ 2 สายพันธุ์ คือ 16 และ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุการเกิดมะเร็งปากมดลูกของหญิงทั่วโลก รวมทั้งไทยด้วยประมาณร้อยละ 70” นายแพทย์สุรวิทย์ กล่าว.
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ